ในเดือนมีนาคมที่รัฐบาลประกาศให้มีโครงการเงินช่วยเหลือเพื่ออุดหนุนค่าจ้าง Wage Subsidy โดยมีจุดมุ่งหมายในการช่วยให้ธุรกิจยังสามารถจ้างงานได้อยู่โดยไม่ปลดพนักงานออก  เป็นการเพิ่มกระแสเงินสดและความมั่นใจในช่วงเวลาที่มีความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ 

ตั้งแต่นั้นมาธุรกิจด้านกฎหมายและธุรกิจอื่น ๆ ที่ทำกำไรได้สูง ต่างก็พากันรับเงินอุดหนุนนี้เป็นจำนวนรวมหลายล้านเหรียญ แม้ว่าพวกเขาจะยังสามารถทำงานและสร้างรายได้ตลอดการ Lockdown ก็ตาม ในที่สุดธุรกิจด้านกฎหมายบางแห่งก็ได้จ่ายคืนรัฐบาล หลังจากมีการเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณชน โดยอ้างว่าพวกเขาประเมิณรายได้ที่ลดลงจาก Covid-19 ผิดไป 

มหาเศรษฐีอเมริกา เจ้าของธุรกิจในนิวซีแลนด์ก็ขอ Wage Subsidy ด้วยเช่นกัน อ้างว่าเป็นธุรกิจมีความเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจาก Covid-19.

คำถามคือธุรกิจที่มีทรัพยากรด้านการเงินแบบนี้ควรขอเงินช่วยเหลือค่าจ้างตั้งแต่แรกหรือไม่?

คำตอบคือ “ไม่ควร”​ และเหตุผลง่าย ๆ คือ มันผิดที่จะทำแบบนั้น

ธุรกิจและคนทั่วไปมักคุ้นเคยกับการเอาผลประโยชน์จากกฎหมายอยู่เสมอ เช่น การปรับโครงสร้างเรื่องภาษีเพื่อลดจำนวนเงินที่พวกเขาต้องจ่าย รวมถึงการเรียกร้องเงินบำนาญแม้ว่าพวกเขาจะมีเงินมากมายอยู่แล้ว ก็สิ่งที่พวกเขาทำนั้นมันถูกกฎหมายไง

แต่คนเราควรจะมีภาระหน้าที่ทางด้านศีลธรรมเช่นเดียวกับข้อผูกพันทางกฎหมายในภาวะวิกฤตเช่นนี้ไม่ใช่หรือ

มีตัวอย่างที่เกิดขึ้นในปี 2013 ที่มีบริษัททัวร์รายหนึ่ง พานักท่องเที่ยวที่มีฐานะร่ำรวย ไปที่รับประทานอาหารกลางวันฟรีที่ Auckland City Mission ในช่วงคริสต์มาส

จริงอยู่ที่นักท่องเที่ยวพวกนี้ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ให้เจ้าหน้าที่รู้ก่อนเข้าไปรับของฟรีว่าไม่มีเงินซื้ออาหารกลางวันจริง แต่เจตนาของ City Mission ก็ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่าเป็นการแจกอาหารแก่คนที่ไม่มีเงินซื้ออาหารได้ ถือเป็นการเอาผลประโยชน์จากความเชื่อใจ

จุดประสงค์ที่ชัดเจนของเงินช่วยเหลือค่าจ้างคือ การช่วยเหลือธุรกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงทางเศรษฐกิจเนื่องจาก Covid-19 ทำให้ไม่สามารถรักษาลูกจ้างของตัวเองไว้ได้ 

จุดประสงค์ไม่ใช่การให้เงินกับธุรกิจที่ทำกำไรและมีทุนสำรองมากพอ เพื่อให้เศรษฐีเหล่านี้ไม่ต้องควักเงินของตัวเองในการพยุงธุรกิจ 

ธุรกิจเหล่านี้มีภาระผูกพันที่ต้องพิจารณาถึงผลกระทบทางศีลธรรม ในฐานะสมาชิกของสังคม เราทุกคนมีหน้าที่ต้องพิจารณาถึงการกระทำของเราที่อาจส่งผลเสียต่อผู้อื่น  

ในสถานการณ์ปกติ เราอาจจะต้องตำหนิตัวกฎหมายเอง แต่ท้ายสุดมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้บัญญัติกฎหมายว่าทำอย่างไรเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีช่องโหว่ที่คนจะสามารถมาเอาผลประโยชน์ได้ ตัวอย่างเช่น นิวซีแลนด์ควรมีระบบเงินบำนาญที่ให้เฉพาะคนที่ไม่มีเงินช่วยเหลือตัวเองได้จริง ๆ แต่เราก็ไม่ได้ทำอย่างนั้น นั่นก็เป็นเหตุผลว่าทำไมคนที่มีสิทธิ์รับเงินบำนาญเกือบทุกคนจะขอรับสิทธิ์อย่างแน่นอนไม่ว่าจะมีฐานะการเงินดีแค่ไหนก็ตาม

แต่ตอนนี้ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ การระบาดไม่ใช่สิ่งที่ใครคาดการณ์และวางแผนรับมือได้ จึงส่งผลให้บางธุรกิจจำนวนมากจำใจต้องปิดตัวลงและไม่สามารถจ่ายค่าแรงให้คนงานได้

ดังนั้นในช่วงเวลาที่วิกฤตเช่นนี้ รัฐบาลจึงดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อให้แน่ใจว่าธุรกิจที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริงจะสามารถเข้าถึงเงินได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยการใช้ระบบที่เรียกได้ว่า เชื่อใจเจ้าของธุรกิจแบบสุด ๆ

ธุรกิจจึงเอาผลประโยชน์จากความเชื่อใจครั้งนี้ เช่นเดียวกับที่พวกเขาเอาผลประโยชน์จากช่องโหว่ด้านภาษี ถือเป็นการเอาผลประโยชน์จากวิกฤตของชาติอย่างจงใจ ไม่ต่างอะไรกับพวกที่ชอบขึ้นราคาสินค้าที่จำเป็นในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น การตั้งราคาหน้ากากอนามัย 100 เหรียญต่อหนึ่งอัน ของผู้ขายรายหนึ่งใน Trade Me ซึ่งไม่ได้ผิดกฎหมายอะไร แต่มันผิดศีลธรรม

การขอรับเงินช่วยเหลือค่าจ้างก็ไม่ผิดกฎหมาย หากในความเป็นจริงรายได้ตามจริงหรือที่คาดการณ์ลดลงมากกว่า 30% และก็ไม่ได้ผิดกฎหมายอะไรหากบริษัทจะเก็บเงินส่วนนี้ไว้แม้ว่ารายได้จะไม่ได้ลดลงจริงตามคาด จึงไม่จำเป็นต้องส่งคืนตามกฎหมาย “ภายใต้ระบบการเชื่อใจ” เช่นนี้ แต่มันผิดปกติทางด้านศีลธรรม ที่จะรับเงินมาเก็บไว้ โดยที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้มัน

หากสุดท้ายเมื่อคำนวณดูแล้วรายได้คุณไม่ได้ลดลงจริง และไม่ได้ต้องการใช้มัน “คุณควรส่งคืนให้รัฐบาล”

หรือแม้แต่รายได้คุณลดลงอย่างหนักจริง แต่สำหรับธุรกิจที่มีศักยภาพนั้นจะสามารถลดผลกระทบได้ด้วยการลดต้นทุน หรือด้วยการใช้เงินส่วนตัวของเจ้าของที่มีความมั่งคั่งอยู่แล้ว ในการพยุงธุรกิจให้สามารถดำเนินต่อไปได้

การขอรับเงินช่วยเหลือค่าจ้างโดยที่ตัวเองไม่ได้เดือดร้อนจริง เป็นการสร้างผลกำไรให้ตัวเอง แต่สร้างความเสียหายให้แก่สังคม

เป้าหมายของเงินช่วยเหลือค่าจ้างนั้นไม่ได้มีเพื่อปกป้องผลกำไรของเจ้าของธุรกิจ แต่มีไว้เพื่อปกป้องงานให้กับพนักงาน ดังนั้นหากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจที่ไม่ต้องการใช้เงินช่วยเหลือ ได้โปรดทำในสิ่งที่ถูกต้องด้วยการคืนเงินให้กับรัฐบาล เพื่อนำไปให้แก่คนที่จำเป็นต้องใช้มันจริง ๆ 

การคืนเงินทำได้ง่าย ๆ ด้วยการกรอกแบบฟอร์ม Repayment Request ได้ที่เวปไซต์ของ Work and Income https://workandincome.govt.nz/covid-19/wage-subsidy/repayments.html#null

บทความจาก thespinoff.co.nz (Vanessa Schouten)