การเหยียดผิวในนิวซีแลนด์ – ร้องเรียนกว่า 400 คนต่อปี

การเหยียดผิวและการแบ่งแยกในนิวซีแลนด์นั้นถือว่าอยู่ในขั้นที่ดูไม่ค่อยดีเอาเสียเลย โดยมีคนยื่นเรื่องร้องเรียนไปยังคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนมากกว่า 400 รายต่อปี ปัญหาที่เรารู้เราเห็นกันนั้นเป็นเพียงแค่ผิวเผิน จริง ๆ แล้วยังมีปัญหาที่ใหญ่กว่าแฝงอยู่ หรือสำนวนภาษาอังกฤษที่เรียกว่า “just the tip of the iceberg”

แล้วผู้คนที่พบเจอการเหยียดผิวแบ่งแยกในแต่ละวันแล้วไม่ยื่นเรื่องร้องเรียนหรืออยากจะออกมาพูดล่ะ? ทราบหรือไม่ว่ายังมีอีกมากมายล้มหลาม เช่นคนที่ขับรถแล้วโดนคนในรถที่สวนมาตะโกนใส่ด้วยคำพูดที่ส่อไปในทางเหยียดผิว ไหนจะเจ้าหน้าที่ลงทะเบียนนักเรียนในมหาวิทยาลัยที่ยิ้มให้กับนักเรียนทุกคนยกเว้นคนที่มีผิวสีน้ำตาล หรือลูกชายของใครบางคนที่ถูกเรียกสรรพนามที่ส่อไปในทางเหยียดในขณะที่เขากำลังเดินอยู่ในสนามโรงเรียนล่ะ?? คนเหล่านี้ถูกจัดอยู่ในประเภทผู้ที่ถูกเหยียดแบบไม่เป็นทางการและปิดปากเงียบจากเหตุการณ์ที่เจอ แต่ในใจลึก ๆ ของคนเหล่านี้ย่อมต้องรู้สึกเสียใจ เพราะใครล่ะที่จะชอบให้ตัวเองหรือครอบครัวตัวเองถูกคนอื่นทำให้รู้สึกอับอายขายหน้า

ขณะนี้ทาง HRC หรือ Human Rights Commission คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนได้ออกมารณรงค์เรื่องนี้อย่างจริงจังเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น เพื่อจะให้เหยื่อได้มีโอกาสออกมาบอกเล่าและแชร์เรื่องราวที่ตัวเองเจอมาให้กับคนอื่น ๆ ทั่วประเทศนิวซีแลนด์ได้รับทราบ โดยจะมีพื้นที่สื่อออนไลน์ให้คนได้มาแบ่งปันประสบการณ์กันเกี่ยวกับเรื่องเหยียดผิวและเชื้อชาติ โดยทาง HRC หวังว่าจะทำให้ทราบจำนวนเป็นตัวเลขอย่างชัดเจนเพื่อวัดผลของปัญหาการเหยียดผิวในนิวซีแลนด์

ผลการสำรวจของเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา เกือบครึ่งหนึ่งของคนกีวี่เชื้อสายเอเชียระบุว่ารู้สึกไม่ปลอดภัยที่จะเดินอยู่บนถนนคนเดียวและ 19 เปอร์เซนต์ของคนกลุ่มนี้มีประสบการณ์ถูกเหยียดผิวและเชื้อชาติอย่างไม่เป็นธรรมในปีที่ผ่านมาด้วย โดยผลการสำรวจนี้ได้มาหลังจากที่เพิ่งมีข่าวนักเรียนเอเชียในโอ๊คแลนด์ถูกทำร้ายติด ๆ กันหลายเคสตามที่เคยได้เสนอข่าวมา คนร้ายพุ่งเป้าเลือกปล้นทำร้ายคนเอเชีย

การแบ่งแยกสีผิวไม่จำเป็นจะต้องเป็นความรุนแรงทางด้านร่างกายแต่อย่างเดียว ล่าสุดหญิงชาวมุสลิมถูกบอกว่าเธอไม่ต้องพยายามสมัครงานในร้านขายเครื่องประดับหรอกเหตุเพราะเธอใส่ผ้าคลุมผม โมนา แอลฟาดลิ อายุ 25 ปี ได้งานทำที่ธนาคาร ASB แต่ต้องทนผ่านเหตุการณ์ความอึดอัดและลำบากใจมากมายที่ถูกปฏิเสธหลายอย่างเนื่องมาจากความเชื่อทางศาสนาของเธอ

อะโดเรท มิเซโร อายุ 20 ปี ไม่ยอมที่จะเป็นเหยื่อที่ไม่คิดจะปริปาก ล่าสุดเธอได้บอกกับ the Herald ว่าเธอนั้นถูกมองตลอดเวลาว่าเป็น “คนนอก” จากสายตาของคนกีวี แม้ว่าเธอนั้นจะอยู่ในประเทศนี้มาเกือบทั้งชีวิตของเธอแล้วก็ตาม เธอเป็นหนึ่งในผู้อพยพที่มาอยู่นิวซีแลนด์ตั้งแต่ยังเป็นเด็กทารกด้วยซ้ำ

จดหมายเปิดผนึกถึงคนนิวซีแลนด์ทุกคนจาก แดมซูซาน ดีวอย คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน มีดังนี้

วันนี้ทางเราได้เริ่มการรณรงค์โครงการที่ชื่อว่า that’s about us หรือ เกี่ยวกับพวกเรา ที่เราเรียกโครงการนี้แบบนั้นก็เพื่อจะสื่อให้เห็นว่าเหตุการณ์นี้เกี่ยวกับทุกคน คนที่เราอยากจะเป็น ประเทศแบบไหนที่เราทุกคนต้องการให้ลูกหลานอาศัยอยู่และเติบโตขึ้นมา
That’s Us เป็นโครงการแรกที่รณรงค์ต่อต้านการเหยียดสีผิวแบบทั่วประเทศ ไม่เพียงแต่เพื่อเป็นการขอร้องให้ชาวกีวี่ทุกคนเริ่มแบ่งปันประสบการณ์ส่วนตัวเกี่ยวกับการเหยียดผิว ความเกลียดชังทางเชื้อชาติ แต่ยังเป็นการแบ่งปันความหวังว่าอะไร ๆ จะดีขึ้นในอนาคต

ในทุก ๆ ปี จะมีคนประมาณ 400 คนยื่นเรื่องร้องเรียนอย่างเป็นทางการกับคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญ โดยคนเหล่านี้มาจากเกือบทุกส่วนของประเทศและเผชิญกับปัญหานี้แตกต่างกันออกไป อย่างไรก็ตามเราทราบว่ายังมีคนอีกจำนวนมากมายที่ไม่ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนหรือออกมาพูดต่อสาธารณะเกี่ยวกับปัญหาการเหยียดผิวและความเกลียดชังที่พวกเขาต้องเผชิญอยู่ ทางเราจึงอยากเชิญชวนให้คนเหล่านี้มีโอกาสได้มาแบ่งปันประสบการณ์ให้กับคนทั่วนิวซีแลนด์ได้รับรู้

หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าการเหยียดผิวหรือแบ่งแยกเชื้อชาตินั้นไม่เห็นจะเป็นปัญหาใหญ่โตอะไร นั่นอาจจะเป็นเพราะคนเหล่านี้ไม่เคยพบประสบเจอเหตุการณ์เหยียดผิวมาก่อนเลย ดังนั้นการที่เปิดโอกาสให้คนที่ต้องเผชิญปัญหานี้ได้มีพื้นที่ในการแบ่งปันเรื่องราวในชีวิตประจำวันของพวกเขาได้นั้น เราหวังว่าชาวนิวซีแลนด์คนอื่น ๆ หลาย ๆ คนจะเริ่มสละเวลามาตั้งใจฟังเสียงของพวกเขาบ้าง

ประเทศเรามีปัญหานี้มาโดยตลอด โดยเฉพาะคนเมารีก็ทราบว่าสิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งใหม่ แต่ที่เปลี่ยนไปตอนนี้ก็คือประเทศเรามีความหลากหลายทางด้านเชื้อชาติมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เป็นหนึ่งในประเทศทั่วโลกที่มีคนจากหลากหลายประเทศอาศัยอยู่ ปัญหาเหยียดผิวนั้นมีขึ้นทั้งในประเทศใกล้เคียงและในประเทศของเราเองด้วย ทางเรามั่นใจว่าคนนิวซีแลนด์พร้อมที่จะมีส่วนร่วมในการพูดคุย ตระหนักถึงความจริงของปัญหาเหยียดผิวนี้และช่วยกันแก้ให้ทุกอย่างดีขึ้น

เมื่อไม่นานมานี้ ทางเราได้ระงับกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า *Neo Nazi Fascists ที่ต้องการออกมาเดินขบวนต่อต้านการทำร้ายเด็ก ซึ่งชาวกีวีออกมาช่วยสนับสนุนพวกเราเป็นจำนวนมาก ช่วยสนับสนุนให้เราตอกย้ำว่ากลุ่มคนเหล่านี้ที่ฝักใฝ่ในความเป็น Nazi ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่เคยฆ่าเด็กไปถึง 1.5 ล้านคนในอดีตนั้น ไม่ควรมีสิทธิ์มาเดินขบวนต่อต้านการทำร้ายเด็ก
*ถึงแม้ว่าลัทธิฟาสซิสต์หรือนาซีจะหายไปในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่ออิตาลีและเยอรมนีแพ้สงคราม แต่แนวคิดดังกล่าวก็ยังมีอิทธิพล เมื่อเกิดความอ่อนแอทางเศรษฐกิจและสังคม โดยหวนกลับมาเกิดใหม่ในกุล่มนีโอฟาสซิสต์ ( Neo – Fascism ) หรือกลุ่มนีโอนาซี ( Neo – Nazi ) จึงอาจกล่าวได้ว่าลัทธิฟาสซิสต์จึงยังไม่ได้สูญหายไปจากโลกของอุดมการณ์ทางการเมืองอย่างสิ้นเชิง

เรามีความสงสัยว่าคนกีวีส่วนใหญ่ไม่ค่อยแชร์ความคิดเห็นส่วนตัวมากนัก แต่ถ้าคนที่เหลือไม่ยอมพูดแบบเปิดเผยเกี่ยวกับปัญหาเหยียดผิว ดังนั้นกลุ่มคนที่พูดเสียงดังบวกความเกลียดชังก็จะมีโอกาสแสดงออกได้มากกว่า ดังนั้นพวกเราจะต้องเริ่มมองไปในมุมกว้างรอบโลกว่าการที่เราคิดว่าปัญหาเหยียดผิวเกลียดชังชนชาตินั้นเป็นเรื่องปรกติ มันเกิดอะไรทั่วโลกบ้างในตอนนี้ แต่เราก็ยังมีความเชื่อว่านิวซีแลนด์นั้นดีกว่าประเทศอื่น ๆ และก็หวังว่าทุกคนในประเทศจะรู้สึกเช่นเดียวกัน

ดั้งนั้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเราต้องการฟังเรื่องราวของคุณ แบ่งปันให้พวกเราได้ที่ www.thatsus.co.nz เราอยากรู้ว่าพวกคุณรู้สึกอย่างไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าคุณจะเป็นเหยื่อหรือเป็นผู้พบเห็นเหตุการณ์หรือแม้แต่เป็นคนที่ลงมือเป็นผู้กระทำการเหยียดผิวก็ตาม เราอยากได้ยินจากคุณ เพราะมันจะทำให้เราได้เข้าใจปัญหามากขึ้นและหาวิธีทำให้ทุกอย่างดี

เอกลักษณ์ประจำชาติ ไม่ใช่แค่ธงชาติเท่านั้น แต่เป็นลักษณะนิสัยของคนในประเทศด้วยเช่นกัน คนในประเทศนั้น ๆ ปฏิบัติต่อกันอย่างไรบนท้องถนนในสนามรักบี้หรือในชุมชน มันแสดงให้เห็นถึงภาพพจน์ของประเทศโดยรวม

ตั้งแต่ดิฉันได้รับมอบหมายให้เป็นคณะกรรมาธิการความสัมพันธ์ระหว่างเชื้อชาติ ดิฉันได้พบกับชาวนิวซีแลนด์ที่กล้าหาญน่าเลื่อมใสมากมาย ทำให้ดิฉันรู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นชาวกีวี แต่เหรียญมีสองด้านเสมอ ดิฉันได้รับและพบปะกับผู้คนที่ส่งอีเมล์มาด่าด้วยความเกลียดชัง ดูถูกเหยียดหยามและข่มขู่ด้วยเช่นกัน คนเหล่านี้ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเขาเป็นคนประเภทไหน แล้วคุณล่ะ คุณอยากจะยื่นอยู่ข้างไหนและอยากจะต่อต้านสิ่งไหนบ้าง?

จบจดหมายเปิดผนึกโดยคุณแดมซูซาน ดีวอย คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน

ใครมีประสบการณ์ส่วนตัวเกี่ยวกับการเหยียดผิว ความเกลียดชังทางด้านเชื้อชาติ เข้าไปแชร์ประสบการณ์ได้ที่ www.thatsus.co.nz




News from NZ Herald
ภาพจาก Freepik