โลกร้อนมีผลกระทบกับนิวซีแลนด์อย่างไรบ้าง

รายงานเบื้องลึกของราชสมาคมแห่งนิวซีแลนด์ได้สรุปถึงผลกระทบต่อนิวซีแลนด์หากสภาวะอากาศมีการเเปลี่ยนแปลงหรือโลกร้อนขึ้น โดยผลกระทบที่ว่านั้นค่อนข้างน่าเป็นห่วงและรุนแรงทีเดียว

รายงานพบว่านิวซีแลนด์มีความเสี่ยงต่อความรุนแรงมากสืบเนื่องมาจากเหตุผล 6 ประการคือ:
icon-arrow-right มีจำนวนประชากรจำนวนมากอาศัยอยู่บริเวณชายฝั่ง
icon-arrow-right ต้องพึ่งพาน้ำจืด
icon-arrow-right ล้อมรอบไปด้วยมหาสมุทร
icon-arrow-right มีจำนวนประชากรจำนวนมากอาศัยอยู่บริเวณพื้นที่เสี่ยงต่อน้ำท่วม
icon-arrow-right มีระบบนิเวศน์ที่ไม่เหมือนใคร
icon-arrow-right มีการต้องพึ่งพาและติดต่อกับต่างประเทศสูงมาก

หากไม่มีการแก้ไขการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกอย่างจริงจัง จะเป็นที่แน่นอนเลยว่าสภาวะการเปลี่ยนแปลงด้านอากาศของโลกจะเร็วขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ “โดยเฉพาะประเทศที่มีมหาสมุทรล้อมรอบและมีประชากรจำนวนมากอาศัยอยู่ตามชายฝั่งหรือพื้นที่เสี่ยงต่อน้ำท่วมอย่างเช่นประเทศนิวซีแลนด์ จะมีผลกระทบและมีความเสี่ยงสูง” ศาสตราจารย์ James Renwick กล่าว




ศาสตราจารย์ Renwick เป็นประธานของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญที่เขียนรายงานนี้ขึ้นและได้กล่าวไว้ว่าการเปลี่ยนแปลงแม้เพียงเล็กน้อยก็สามารถมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงและบ่อยครั้งมักจะรุนแรงด้วย “หากระดับน้ำทะเลสูงขึ้น 30 เซนติเมตร จากปัจจุบันที่จะเกิดเหตุรุนแรงที่เกี่ยวกับน้ำทะเลเพียงหนึ่งในร้อย จะกลายเป็นเกิดขึ้นทุกปีในบริเวณชายฝรั่ง ยกตัวอย่างเช่นชายฝั่ง Otago หากเมื่อน้ำทะเลสูงขึ้น 32 เซนติเมตร อาจจะมีพายุเกิดขึ้นถึงสองปีครั้ง จากปรกติใน 100 ปีเกิดขึ้นหนหนึ่ง” นี่คือหนึ่งตัวอย่างที่ว่าแม้ระดับน้ำทะเลเปลี่ยนเพียงเล็กน้อย แต่ความเล็กน้อยนี่แหละที่สามารถนำความหายนะรุนแรงระดับสูงมาให้ได้

ปริมาณน้ำฝนและคลื่นความร้อนก็มีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบในทางเดียวกัน หากระดับคาบอนไดอ็อกไซด์ยังคงสูงขึ้นแบบนี้ ก่อนปี 2100 จะมีหลายภูมิภาคที่ต้องพบกับอากาศร้อนขึ้นในปริมาณวันที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว

ทั่วภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะใต้ภาคเหนือและภาคตะวันออกของเกาะเหนือ ปริมาณน้ำฝนประจำปีคาดว่าจะลดลง แต่จะไปเพิ่มขึ้นในภูมิภาคอื่น ๆ แทน และจะมีความเสี่ยงไฟไหม้เพิ่มขึ้นในหลายภูมิภาค จะมีภาวะขาดแคลนน้ำบ่อยขึ้นเป็นสองถึงสามเท่าตัวโดยเฉพาะทางภาคตะวันออกและภาคเหนือของนิวซีแลนด์ก่อนปี 2040 บวกกับการขยายตัวของจำนวนคนในเมืองที่เพิ่มขึ้นมากทำให้เกิดความต้องการใช้น้ำสะอาดมากขึ้นจนการแก่งแย่งกันหากเกิดภาวะน้ำขาดแคลน

ระดับน้ำทะเลในมหาสมุทรจะเพิ่มขึ้นพร้อมกับการปล่อยก๊าซคาบอนไดอ็อกไซด์ ทำให้มีผลกับประชากรรอบชายฝั่งและมีการกัดเซาะของพื้นดิน รายงานยังระบุอีกว่าได้มีการค้นพบหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าน้ำบริเวณรอบ ๆ ชายฝั่งของนิวซีแลนด์นั้นมีความเป็นกรดสูงขึ้นซึ่งจะส่งผลให้มีความเสียหายโดยตรงกับสิ่งมีชีวิตทางทะเลหลายอย่างเช่น paua และหอยแมลงภู่

“การวิจัยระดับนานาชาติได้ระบุว่าหากมหาสมุทรมีสภาพความเป็นกรดสูงจะมีผลกระทบต่อปลาต่าง ๆ และขณะนี้กำลังทำการวิจัยลักษณะของผลกระทบต่อปลาในภูมิภาคนิวซีแลนด์” หากระดับน้ำทะเลสูงขึ้นและมีปริมาณน้ำฝนมากขึ้นจะส่งผลกระทบในทางที่ไม่ดีต่อผู้คนทั้งในเมืองและชนบทรอบชายฝั่งมากที่สุด “น้ำท่วมเป็นภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยมากในนิวซีแลนด์และเป็นภัยธรรมชาติที่ใช้ค่าใช้จ่ายในการแก้ปัญหาสูงอันดับที่สองรองจากแผ่นดินไหว” รายงานระบุด้วยว่ามีคนนิวซีแลนด์ทั้งหมดถึง 2 ใน 3 ที่อาศัยอยู่ในบริเวณที่มีความเสี่ยงน้ำท่วม




ฟังดูว่าแย่แล้วสำหรับมนุษย์ แต่สำหรับระบบนิเวศน์ที่ไม่เหมือนใครของนิวซีแลนด์นั้นแย่ยิ่งกว่าอีก เนื่องจากเกือบครึ่งหนึ่งของ 50,000 สายพันธุ์สิ่งมีชีวิตนั้นไม่สามารถพบได้ที่ไหนในโลกนี้นอกจากที่นี่ พืชและสัตว์พื้นเมืองซึ่งกำลังเผชิญปัญหาสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัยและปัญหาการขยายพันธุ์ ทำให้สัตว์นักล่าและสัตว์กินพืชหรือวัชพืชสามารถรุกรานพืชและสัตว์พื้นเมืองเหล่านี้ได้มากขึ้น และการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศนี้แหละที่จะทำให้ปัญหาเหล่านี้เพิ่มยิ่งขึ้นไปอีก

ส่วนหนึ่งของปัญหานี้ก็คือรัฐบาลและสังคมที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังเป็นสิ่งที่ไม่แน่ใจ เท่าที่รู้และสัมผัสกันได้แล้วก็คือจะมีฝนตกหนักบ่อยขึ้น ระดับน้ำทะเลโดยเฉลี่ยสูงขึ้นและจะเกิดภัยแล้งที่บ่อยขึ้นและรุนแรงขึ้น แต่จะรุนแรงขนาดไหนก็ยังเป็นสิ่งที่ไม่อาจรู้ได้ชัดเจน ซึ่งความไม่ชัดเจนนี้เองทำให้บางกลุ่มและผู้คนยังไม่คิดตัดสินใจเริ่มทำอะไรเพื่อป้องกันปัญหาเหล่านี้เลย

ผลรายงานได้เปรียบเทียบความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับความเสี่ยงจากไฟไหม้บ้านไว้ว่า “ไฟไหม้บ้านอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นได้บ่อยนัก แต่หากเกิดขึ้นแล้วก็คงจะเป็นอะไรที่รุนแรง ดังนั้นประเทศเราจึงมีความตื่นตัวในการป้องกันเรื่องนี้โดยการติดเครื่องสัญญาณเตือนควันและทำประกันบ้านไว้เพื่อความปลอดภัย

“ดังนั้นการดำเนินการอะไรสักอย่างเพื่อขจัดความเสี่ยงของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้น จะเป็นการช่วยให้มั่นใจว่าสังคมและสภาพแวดล้อมของนิวซีแลนด์จะมีความยืดหยุ่นตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงนี้ทั้งในด้านสังคม, เศรษฐกิจและสภาพสิ่งแวดล้อม”

รายงานยังเน้นย้ำเรื่องความอ่อนแอของน้ำแข็งในแอนต๊ากติกา ซึ่งกำลังละลายอย่างน่าเป็นห่วงและจะส่งผลให้ระดับน้ำเลสูงขึ้นหลายเมตร “อุณภูมิที่สูงขึ้นระดับไหนกันที่ทำให้เกิดการละลายของภูเขาน้ำแข็งนั้นยังไม่มีใครทราบแน่ชัด ดังนั้นเราควรจะมีการวางแผน” James Shaw, Green Party Co-Leader กล่าว

ตามรายงานยังมีการคาดการณ์ว่าอันตรายจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงนี้น่าจะเริ่มชัดขึ้นในปีหน้า แต่พรรค Green กล่าวว่าจริง ๆ แล้วพวกเราก็ได้เห็นผลกระทบเหล่านั้นกันแล้ว เพราะเมื่อปีที่แล้วมีน้ำท่วมหนักที่ Whanganui นั่นคือตัวอย่างที่สำคัญและชัดเจน

flood
 ภาพน้ำท่วมที่ Whanganui 2015 ภาพจาก radionz 

“มหาวิทยาลับ Victoria ได้ทำการศึกษาพบว่าภาวะแห้งแล้งที่เกิดขึ้นนั้นกินระยะเวลานานขึ้นเนื่องจากผลมาจากภาวะโลกร้อนนี้ ดังนั้นแสดงให้เห็นว่าความแห้งแล้งได้เริ่มเกิดขึ้นมานานแล้ว เพียงแต่ว่าจากนี้ไปจะมีระยะเวลานานและรุนแรงขึ้น” นี่เป็นหลักฐานสำคัญว่าสภาวะโลกร้อนนั้นได้เกิดขึ้นแล้วและกำลังจะรุนแรงขึ้นไม่ว่าเราจะชอบมันหรือไม่ก็ตาม “ผลกระทบต่าง ๆ จะเริ่มเกิดขึ้นตามมาเรื่อย ๆ ภายในรอบสิบปีที่จะถึงนี้ ดังนั้นพวกเราควรที่จะเริ่มวางแผนและแก้ปัญหาล่วงหน้าไว้ก่อน ถึงเวลาแล้วที่เราควรจะมาร่วมกันพัฒนาแผนการที่จะช่วยกันให้คนในประเทศนิวซีแลนด์ทุกคนได้มีส่วนลดการกระทำต่าง ๆ ที่ส่งผลให้โลกร้อนขึ้น” James Shaw, Green Party Co-Leader

Read more: Newshub ภาพจาก: freepix